[LP - ผนึกห้าธาตุ] - ลิลิธ

posted on 25 Mar 2013 01:52 by nupla09
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูน Lost Palace นะจ๊ะ^^
 

การเก็บข้อมูลในที่ต่างๆหลายวันทำให้ลิลิธได้เรียนรู้อะไรๆมากขึ้นเกี่ยวกับปราการลอยฟ้าแห่งนี้ แต่ในตอนนี้กลับมีข่าวลือหนาหู เกี่ยวกับผนึกธาตุและมอนสเตอร์

“ผนึกห้าธาตุ”

เธอเอ่ยเบาๆกับตัวเอง เด็กสาวอ่านรายละเอียดในใบปลิวที่ถูกแจกจ่ายอย่างลึกลับแล้วก็ขมวดคิ้ว เธอแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย บางทีเธอควรจะไปหาข้อมูลที่หอสมุดซักหน่อย ยิ่งอ่านหนังสือไปมากเท่าไหร่เด็กสาวก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มันซับซ้อนกว่าที่เห็น แบล็คธอร์นปล่อยข่าวและให้รางวัลสูงแก่ผู้ที่ทำลายผนึกกุญแจได้ แต่ทำไมหนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่มกลับอ้างอิงถึงหายนะจากผนึก ยิ่งอ่านเธอก็ยิ่งไม่เข้าใจ เด็กสาวคิดซ้ำๆวนไปวนมาจนกระทั่ง…

“คุณค่ะ เราจะปิดส่วนนี้แล้วค่ะ”

เสียงของบรรณารักษณ์ทำให้เด็กสาวเงยหน้าขึ้นจากกองหนังสือตรงหน้าที่สูงท่วมหัวเธอ

“หื้ม?”

ลิลิธทำหน้างงๆเธอเหลือมองนาฬิกาก็พบว่าตัวเองนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนี้มาแปดชั่วโมงแล้ว มิน่าล่ะเธอถึงได้ทั้งเมื่อยทั้งล้าไปทั้งตัว หลังจากลุกขึ้นบิดขี้เกียจและสะบัดแขนขาไล่อาการเหน็บชาแล้วเด็กสาวก็เดินออกมาด้านนอกหอสมุดพร้อมหัวใจที่หนักอึ้ง!

กุญแจที่กลายสภาพ มอนสเตอร์ที่ดุร้าย เป้าหมายคือการทำลายทิ้ง… งั้นหรือ? เด็กสาวรู้สึกขัดแย้งในใจ เธอไม่ได้ใยดีต่อเงินสิบล้านนั่นเอาไหร่ แต่อืม… จะให้พูดว่าไม่สนใจเลยก็ไม่ถูกนัก แม่จะเป็นคุณหนูบ้านรวยแต่เงินสิบล้านก็ไม่ใช่น้อยๆอยู่ดี อย่างน้อยมันก็ทำให้เธออยู่ได้อีกเป็นปีโดยไม่ต้องพึ่งทางบ้าน อีกทั้ง… เด็กสาวยังอยากเห็นไอ้เจ้ากุญแจที่เป็นผนึกพิสดารนั่นด้วย อืมบางทีเธอควรจะไปดูด้วยตัวเองจริงๆนั่นแหละ

สองวันถัดมาหลังจากได้ข้อมูลมามากพอสมควร เด็กสาวเก็บสัมภาระที่จำเป็นและออกเดินทาง เธอได้ข่าวของกิลแบร์บัสเตอร์และอินฟิไนท์ มาบ้างเด็กสาวเลือกที่จะไม่ไปทางเดียวกับพวกนั้น

“เหลืออีกสี่ที่”

เด็กสาวเม้มปากแล้วเชคข้อมูลอย่างละเอียด ในบรรดาผนึกอสูรที่เหลืออยู่เธอตัดเจ้าผีหุ่นยนต์ออกตัวแรกด้วยเหตุผลง่ายๆ เหมืองหน่ะไม่ใช่สถานที่สำหรับเด็กสาวหรอกน่า! ตัวต่อมาก็เจ้าฉลาม แม้เธอจะมีเวทย์ฟองอากาศเพื่อหายใจใต้น้ำแต่เด็กสาวรู้ลิมิทของตัวเอง เธอเป็นนักเวทย์สายผสมที่เน้นเวทย์ น้ำ ลม และไฟ เปอร์เซ็นการชนะน้อยยิ่งกว่าเด็กสาวเลื่อนสายตาลงมาดูสองตัวเลือกสุดท้าย มนุษย์ไฟ กับปีศาจเถาวัลย์… เวทย์ที่เธอมีน่าจะพอต่อกรกับพวกมันได้ เด็กสาวกัดริมฝีปาก ปัญหาคือตัวเธอจะหลบหลีกและทนรับการโจมตีของพวกมันได้หรือเปล่า เธอสะบัดหัวพยายามไล่ความคิดไม่ดีออกไป เธอต้องสู้มันได้สิ! เธอมาที่นี่เพื่อเรียนรู้ พิสูจน์ตัวเอง และเพื่อจะเรียกตัวเองว่าสเลเยอร์อย่างเต็มตัวไม่ใช่รึไง! ถ้ายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแบบนี้ ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่เท่ากับเป็นศูนย์หรือไงกัน เด็กสาวฉีกความคิดที่จะถอยทิ้งเป็นผุยผง เธอเดินทางออกนอกตัวเมืองก่อนจะต่อเรือเหาะข้ามฟากสู้ดินแดนที่ถูกแผดเผาจนร้อนระอุ… ทะเลทราย

หมู่บ้านสุดท้ายตรงตรงรอยแต่ของเขตดินดำกับดินแดงแทบจะร้างไร้ผู้คน เด็กสาวหยุดพักเป็นเวลาสั้นๆเพื่อซื้อพาหนะที่ใช้ในการเดินทางและรวมถึงเสบียง พอตกเย็นอากาศที่ร้อนระอุก็เปลี่ยนเป็นหนาวเย็น ทะเลทรายเป็นเช่นนั้น แห้งแล้ง กันดาร และไร้ความปราณี สิ่งมีชีวิตไม่มากนักที่ทนอยู่ในสถานที่อันโหดร้ายเฉกนี้ได้ เด็กสาวทบทวนแผนที่อีกครั้งก่อนจะจนสัมภาระทั้งหมดขึ้นหลังอูฐและออกเดินทาง

แสงจันทร์สาดลงกระทบฝืนทรายก่อเกิดเป็นเงาเหลื่อมล้ำแลซับซ้อน ลมเย็นพัดพาเม็ดทรายเล็กละเอียดบากผิดจนเธอต้องดึงผ้าคลุมมาปิดหน้าไว้ แม้เป็นเวลากลางคืนที่ไม่ถูกแผดเผาด้วยไอแดดระอุหากแต่ทะเลทรายยังคงความหฤโหดของมันไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลง เด็กสาวเดินทางในช่วงกลางคืนตลอดหนึ่งสัปดาห์ ผ่านเนินทรายสีขาว จนถึงแดนมรณะที่มีแต่ดินแดง หน้าผา ก่อนกรวดและกระดูกของสัตว์ หรืออาจบางทีมนุษย์ที่ถูกทิ้งอยู่กลางทะเลทราย กัดกร่อนด้วยลมร้ายแลเม็ดทรายทารุณ เธอดึงแผนที่ออกมาและเงยหน้ามองดาวอีกครั้ง หากมาถูกทาง รุ่งสางโอเอซิสสุดท้ายก่อนเข้าเขตของหอคอยจะปรากฏที่เส้นขอบฟ้า เธอได้แต่ภาวนาขออย่าให้หลงทางเลย หกชั่วโมงบนหลังอูฐของคืนสุดท้าย แสงสีทองอมชมพูทอทาบบนเส้นขอบฟ้า เด็กสาวหรี่ตาลงพยายามเพ่งผ่านสายลมและเม็ดทราย ขอบคุณพระเจ้า เธอเห็นดงต้นไม้ที่สุดเนินทรายนั่น มีต้นไม้ก็แสดงว่ามีน้ำ เด็กสาวเร่งอูฐให้เดินเร็วขึ้นเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น แผ่รัศมีเริงแรงของมันแผดเผาทุกสิ่งที่อยู่ใต้อำนาจของมัน

“อ๋อย....” เด็กสาวไถลลงจากหลังอูฐลงมายืนบนพื้นทรายขาวละเอียดริมโอเอซิสร้างที่น้ำใสดุจกระจก สะท้อนเงาแผ่นฟ้าสีฟ้าเบื้องบนที่ไร้เมฆซักก้อน! ร้อนเกินกว่าจะทำอะไรได้ เด็กสาวรือถุงสัมภาระออกมา เธอกางผ้าใบสีขาวลงบนพื้นทรายใต้ดงอินทผลัม ก่อนจะเอนตัวลงนอน เจ้าอูฐเดินไปกินน้ำเงินๆข้างดงต้นไม้ที่ออกดอกสีเหลืองอ่อน ส่งกลิ่นหอมเย็นชวนง่วง ไกลออกไปที่ปลายของฟ้า หอคอยสูงตั้งตระหง่าน แม้เป็นยามกลางวันหากแต่สังเกตได้ง่ายยิ่งถึงเงาดำทะมึนและหมู่เมฆหมอกบนส่วนยอดที่สูงขึ้นไป ยิ่งใหม่แลมืดมนราวกับจะบดบังแสงกล้าของตะวัน เด็กสาวเบนสายตาจากเจ้าสิ่งก่อสร้างมหึมานั่นดวงตาคู่สวยปรือลงด้วยความอ่อนล้า อากาศในบริเวณโอเอซิสเย็นสบายผิดกับด้านนอก ดวงตาสีทับทิมในที่สุดปิดลง เธอจมดิ่งสู่นิทรา

 

“โอ้โห...”

เด็กสาวเป่าปากมือมาอยู่อยู่ตรงหน้าหอคอยบาเบล เธอรู้สึกกระจิดริดไปเลยแหละเมื่อเทียบกับเจ้าสิ่งก่อสร้างนี่ ทะเลทรายรอบๆนี้แทบไม่มีมอรสเตอร์อยู่เลย เธอเจอก็แค่พวกจิ้งเหลนไฟฝูงเล็กๆ กับแมงมุมที่ จอดด้วยเวทย์น้ำง่ายๆ ทะเลทรายนี่โหร้ายจริงๆนั่นแหละ แม้แต่พวกมอนสเตอร์ยังไม่อยากอยู่เลย ลิลิธหายใจเข้าลึกๆตั้งสติให้พร้อมก่อนจะเดินผ่านซุ้มประตูเก่าแก่ที่ด้านบนสลักด้วยอักษรคูนิฟอร์มเข้าไปด้านใน บรรยากาศในอาคารศิลาทรายแตกต่างจากภายนอกราวกับเป็นคนละโลก หรืออาจบางทีเรียกได้ว่าคนละโลกจริงๆ เพราะตอนผ่านเข้ามาเธอรู้สึกถึงม่านพลังเบาบางที่คงเป็นตัวกันสถานที่แห่งนี้ออกจากโลกภายนอก และคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอเกินไปจะไม่สามารถผ่านม่านฟลังนี้เข้ามาได้ ลมวูบหนึ่งพัดผ่านทำเอาเด็กสาวเย็นสันหลังวาบ ทั้งที่เมื่อครู่ยังร้อนจนแทบละลายอยู่เลยแท้ๆ อากาศในหอคอยจัดว่าเย็นสบายหากเจือปนด้วยพลังเวทย์โบราณและกลิ่นอายแปลกๆที่ลอยอวล คงต้องใช้เวลาเยอะทีเดียวกว่าจะสำรวจหอคอยแห่งนี้ได้หมด เด็กสาวค่อยๆเดินเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง บันไดวนด้านนอกสว่างด้วยแสงจากพระอาทิตย์หากห้องด้านในหอคอยกลับมืดทึบและอับชื้นราวไม่เคยสัมผัสแสงอาทิตย์ เด็กสาวเสกลูกไฟลูกเล็กๆออกมาใช้แทนตะเกียงส่องทาง  เธอเดินผ่านโถงชั้นล่างสุดของส่วนฐานที่เป็นเหมือนซิกกูแรตสู้บันไดวันที่นำพาสู่ส่วนหอคอยที่แท้จริงๆ

“เป็นดันเจี้ยนที่เงียบกว่าที่คิดแฮะ”

ลิลิธพูดกับตัวเอง เป็นการเรียกความกล้าไปในตัว บาเบลทาวเวอนั้นเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของตัวเองดังก้อนไปมาระหว่างกำแพงหนาที่กั้นส่วนนี้ออกจากโลกภายนอก เด็กสาวสำรวจชั้นหนึ่ง สอง สาม ขอหอคอยมาแล้วแต่ยังไม่เจอสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากตัวเอง ปากบางเม้มแน่น เธอไม่ชอบแบบนี้ ดันเจี้ยนส่วนใหญ่ที่เธอเคยผ่านมานั้นมักชุกชุมไปด้วยฝูงมอนสเตอร์ดุร้าย หรือสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่ซ่อนเร้นอยู่ในที่ห่างไกลหากที่นี่แผกไป เงียบสงบจนดูเหมือนไม่มีอันตราย หากแต่นักเดินทางย่อมรู้ดี ฟ้ายุใหญ่มักก่อตัวในวันที่ท้องฟ้าใสสว่างเสมอ...

ฟุ่บ!

เสียงบางอย่างเคลื่อนไหวทำให้เด็กสาวหันขวับไปมอง ด้านหลังยังคงเป็นแค่โถงทางเดินเงียบสงัดไร้สิ่งมีชีวิต... งั้นหรือ? เธอระวังตัวมากกว่าเก่า หอคอยชั้นที่ 11 เริ่มปรากฏร่องรอยของมอนสเตอร์ เธอเจอตัวแรกที่ชั้นสิบสาม  เป็นมอนสเตอร์รูปร่างเหมือนสิงโตหากแผงคอแทนที่จะเป็นขนหนากลับเป็นเปลวไฟสีส้มสด ดูเหมือนมันเพิ่งจะจัดการกับเหยื่อของมันซึ่งก็น่าจะเป็นมอนสเตอร์ระดับต่ำที่อาศัยอยู่ในหอคอยแห่งนี้ เจ้าสิงโตไฟคำรามต่ำๆ เปลวไฟสีส้มลอดผ่านเขี้ยวมันออกมา เด็กสาว ซัมมอนวอเตอร์บอลออกมาเจ็ดลูกเตรียมพร้อมจู่โจม

เจ้าสิงโตคำรามพร้อมกับกระโจนเข้าใส่ เด็กสาวผลักวอเตอร์บอลสองลูกออกไปโดนมันจังๆ ไฟที่แผงคอนั่นดับไปเลย แต่เจ้าสิงโตยังไม่จอดง่ายๆ ถึงแม้จะไม่มีเปลวไฟแต่มันยังมีเขี้ยวเล็บและพละกำลังที่จะฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆได้ มันลุกขึ้นสะบัดหัวก่อนจะวนกลับมาใหม่ เด็กสาวรอจังหวะอยู่แล้ว ทันทีที่เจ้าสัตว์ร้ายกระโจนเข้ามาตรงหน้าเธอ บอลน้ำที่เหลืออีกห้าลูกพุ่งใส่มันพร้อมกันขังเจ้าสิงโตไว้ด้านในบอลน้ำซึ่งตอนนี้รวมกันกลายเป็นคุกน้ำขนาดใหญ่ เด็กสาวมองเจ้ามอนสเตอร์นั่นก่อนจะค่อยๆลดอุณหภูมิของน้ำเพื่อแช่แข็งมัน ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ภายในมีเจ้าสิงโตหล่นลงมากระทบพื้นแล้วแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย ชิ้นส่วนที่แตกออกลุกเป็นไฟก่อนจะระเหยไปไม่เหลือร่องรอยใดไว้อีก เด็กสาวใจชื้นถ้าเป็นแบบนี้เธอมั่นใจว่าต้องเอาตัวรอดได้แน่ๆ

หอคอยในชั้นต่อๆไปยังคงมีมอนส์เตอร์ไฟปรากฏออกมาเรื่อยๆและเพิ่มจำนวนขึ้นตามจำนวนชั้นที่สูงขึ้นไป แต่ไม่เรียกได้ว่าหนาแน่นเหมือนดันเจี้ยนอื่นๆและบางชั้นก็ไร้สิ่งมีชิวิต  เด็กสาววนออกมาที่ระเบียงด้านนอก เธอขึ้นมาสูงมากแล้ว ตอนนี้อยู่ในชั้นซึ่งเริ่มล้อมด้วยเมฆดำแปลกๆ หากจุดนี้แสงอาทิตย์ยังพอส่องผ่านม่านหมอกเข้ามาได้รางๆ เด็กสาวหยุกพักแล้วล้วงเสบียงออกจากห่อผ้าเล็กที่ติดตัวมา ขนมปังก้อนกลม กัมินิแซนวิชกับใบชาเสียงของนักเดินทาง เธอดูจะได้เปรียบคนอื่นอยู่นิดหน่อยตรงที่ไม่ต้องพกกระติกน้ำให้หนักตัวและรุ่มร่าม เด็กสาวชงชาด้วยเวทย์น้ำและเวทย์ไฟของเธอ

“อิ้มมม...”

เด็กสาวจิบชาแล้วเริ่มผ่อนคลาย แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากแค่ไหนเธอก็ยังคงรักษาสภาพอารมณ์ให้ริมรสความสุนทรีย์ได้เสมอ

“จิบชาในม่านหมอกของหอคอยโบราณ ก็ไม่เลวนักนะ หึหึ”

เด็กสาวหัวเราะกับความคิดของตัวเอง ระหว่างนั่งพักเพื่อฟื้นฟูพลังเธอหยิบบันทึกข้อมูลของมอนสเตอร์ธาตุที่เป็นเป้าหมายออกมาอ่าน คุณลักษณะทั่วไปของมันก็เหมือนมอนสเตอร์ธาตุไฟปกติ เพียงแต่สเตตัสสูงกว่า เด็กสาวเก็บของทุกอย่างแล้วลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แสงสุดท้ายของทิวาใกล้ลาลับ สนธยาย่างกราย เงามืดแผ่ปกคลุมผืนทรายไพศาลสุดลูกหูลูกตาเบื้องล่าง

น่าแปลกหอคอยด้านบนนี้กลับร้างเหมือนชั้นแรกๆไม่มีผิด ฝูงมอนเตอร์ธาตุไฟที่เคยพบเห็นในชั้นก่อนๆก็หายหน้าไป เด็กสาวเม้มปาก หรือว่าเธอพลาดอะไรไป? แต่ความสงสัยนั้นกลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงสวบสาบที่ดังมาจากด้านบน เด็กสาวเร่งฝีเท้าทันที

ตึง!!!

งูไฟตัวมหึมาพุ่งผ่านหน้าเธอไปเด็กสาวรีบกางบาเรียทันที แต่ทว่า เจ้าสิ่งนั้นจริงๆแล้วไม่ได้พุ่งใส่เธอหากแต่ถูก “โยน” ออกมา เด็กสาวเห็นว่าร่างใหญ่ยาวนั่นถูกตัดครึ่ง มันดิ้นทุรนทุรายพร้อมเสียงร้องกี๊ซๆ ก่อนจะเผ้าไหม้ตัวเองจนสลายไป เด็กสาวรู้สึกว่าใจกลางฝ่ามือเธอชื้นเหงื่อ ในชั้นที่ผ่านๆมาเธอได้สู้กับงูไฟสองครั้ง พวกมันตัวเล็กกว่านี้ แต่ก็เล่นเอาหอบทีเดียวเพราะมันว่องไวและสามารถทนต่อเวทย์น้ำได้มากกว่าพวกสิงโตและค้างคาวไฟ แต่อะไรกันที่จัดการเจ้างูยักนี่แล้วโยนออกมาง่ายๆ...

ฟุ่บ! พรึ่บ!

เด็กสาวหันขวับไปทางห้องด้านใน เมื่อครู่ที่ปลายตาเธอเห็นบางอย่างวูบไหว เธอรวบรวมสมาธุ เสกบอลน้ำมาสำรองไว้ห้าลูกก่อนจะค่อยๆก้าวเข้าไปในห้องนั้น

แสงจากไฟบอลสองให้เห็นในห้องสลัวๆ ห้องนี้ต่างจากชั้นก่อนๆตรงที่เหมือนจะเป็นห้องประชุมหรืออะไรซักอย่าง ทีโต้ะเก้าอี้หินเก่าแก่วางระแกะระกะ ตามซอกมุมมีร่องรอยเครื่องใช้โบราณ บนเพดานศิลาสูงสลักอักษรโบราณแปลกตาที่ไม่ใช่อักษรคูนิฟอร์ม แต่ตอนนี้สิ่งที่สะดุดตาเด็กสาวไม่ใช่เครื่องเรือนเก่าแก่หรืออักษรโบราณหากเป็นร่างหนึ่งที่มุมห้อง โครงร่างมนุษย์ที่เรืองแสงในความมืดเด็กสาวขมวดคิ้วแล้วเดินเข้าไปดูแต่ยังรักษาระยะห่างไว้พอประมาณ เจ้าสิ่งนั้นกำลังง่วนอยู่กับอะไรบางอย่าง เด็กสาวชะโงกูแล้วก็หลุดเสียง “อะ..” ออกมาด้วยความตกใจ เจ้าสิ่งนั่นมันกำลังกินร่างอีกครึ่งของงูไฟตัวเมื่อกี้ที่ยังไม่มอดไหม้ไปจนหมด ดูเหมือนมันจะเพิ่งสังเกตเห็นเธอ เจ้าสิ่งนั้นขว้างเศษงูไฟที่เหลือทิ้งมันสบายหายไปทันทีที่เจ้ามอนสเตอร์ประหลาดปล่อยมือ

จู่ๆก็มีกระแสลมแรงก่อตัวขึ้นวูบหนึ่ง สายลมพัดวนรอบตัวเจ้าตัวประหลายนั่น เหมือนเชื้อไฟได้ลมโหมร่างนั้นลุกติดไฟขึ้นมาทั้งตัว!

“เฟรมอิมพ์!”

เด็กสาวอุทานพร้อมกับตาโต เจ้านั่นไม่รอจังหวะให้เธอได้ตั้งตัวมันพุ่งเข้าใส่เด็กสาวทันที เธอผลักบอลน้ำห้าลูกออกไปหวังจะจังมันขังแต่เด็กสาวก็ต้องประหลาดใจ เปลวไฟของเจ้านั่นดับลงเพียงครู่เดียวก็ติดขึ้นมาใหม่ก่อนจะค่อยๆระเหยน้ำของเธอไปหมด เด็กสาวรีบวิ่งออกมา การโจมตีแบบทั่วไปคงยากที่จะเอาชนะมัน เด็กสาวใช้วิธียิงบอลน้ำใส่ไปเรื่อยๆไม่ให้มันเข้าประชิดตัวแล้วพันเธอด้วยดาบนั่นแต่ทว่า ตู้ม!

“อ้า!”

บอลไฟพุ่งเฉียดเธอที่ก้มหลบไปนิดเดียวแต่เด็กสาวยังโดนกระแทกด้วยแรงระเบิดของมันที่กระทบกับกำแพงด้านหลัง เจ้านี่ยิงเวทย์ได้!! ไม่ดีแล้ว... เด็กสาวคิด เธอยังคงโจมตีแบบเดิมไปเรื่อยๆแต่ต้องคอยยิงกันลูกไฟที่มันโจมตีมาด้วย ดูเหมือนเธอจะเสียแรงไปเปล่าๆไม่น้อย เด็กสาวรู้ว่าถ้าสู้ยืดเยื้อแบบนี้เธอเองนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ทำไมกันทั้งๆที่เวทย์น้ำน่าจะชนะธาตุไฟแท้ๆ! เด็กสาวคิดอย่างโมโห เวทโจมตีหลักของเธอมีสามธาตุคือ ลม น้ำ และไฟ เวทย์ไฟนั้นมีแต่จะถูกดูดกลืนและหล่อยกลับมาส่วนเวทย์ลมก็จะยิ่งไปเร่งให้ไฟของมันร้อนแรงขึ้น เด็กสาวเหลือตัวเลือกเดียวคือเวทย์น้ำซึ่งดูเหมือนจะทำได้แค่... ตั้งรับ

เด็กสาวรู้สึกเหมือนผีเสื้อที่ติดใยแมงมุม ยิ่งดิ้นก็ยิ่งถูกรัดพัน ในขณะที่เธอเริ่มแรงตก เจ้าเฟรมอิมพ์ยังคงรักษาระดับความเร็วแล้วความต่อเนื่องในการยิงเวทย์ไว้ได้แถมมันเริ่มย่นระยะห่างเข้ามาใกล้เธอได้มากขึ้น เด็กสาววิ่งบนไปรอบๆห้องหยาดเหงื่อผุดพราย เธอยังไม่ต้องการจะจบชีวิตที่นี่

“กรี้ดดด!”

เพราะมัวแต่คิดกังวลนั่นแหละทำให้เธอเสียจังหวะ ไฟบอลลูกหนึ่งพุ่งเฉียกหัวเธอไปนิดเดียว สะเก็ดไฟร้อนแรงกระเด็นใสผมยาวๆเธอต้องงรีบดับด้วยน้ำ แถมยังรูปสึกแสบผิวหน้าจากไอร้อนที่พุ่งผ่านไปเมื่อครู่ แต่จังหวะที่มัววุ่นวายกับผมก็ทำให้เจ้าอิมพ์ฉวยโอกาสเข้ามาประชิด เด็กสาวตาโตเมื่อวานเงื้อดาบขึ้นแล้วฟันลงมา เธอยิงบอลน้ำไปปะทะเบี่ยนเบนแล้วกลิ้งหลบออกมาได้อย่างฉิวเฉียด ในห้องตอนนี้มีแต่ไอน้ำลอยเต็มไปหมดจากการปะทะกับของไฟและน้ำตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา ขณะกลิ้งหลบดาบไฟได้อีกครั้งแบบโชคช่วยเด็กสาวตะเกียกตะกายไปหลังกำอี้หินตัวใหญ่ เธอยังไม่ได้ลองอีกวิธี

สายลมเบาบางเริ่มก่อตัว ในเมืองเด็กสาวทั้งสองข้างเรืองแสงสีเขียวของเวทย์ลม จริงๆอยู่เธอไม่อาจใช้ลมสู้กับไฟตรงๆได้ หากแต่ในสภาวะที่เหมาะเช่นนี้...  ไอน้ำในบรรยากาศสูงมากเพราะการต่อสู้ที่ผ่านมา สายลมและความร้อนเร่งปฏิกิริยาการควบแน่นเป็นสายฝนหากเด็กสาวลดอุณหภูมิของน้ำลงไปต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง หยดน้ำที่ควบแน่นเริ่มแข็งตัวบวกกับแรงลมพายุจากเวทย์ของเธอ เด็กสาวสร้างบลิซซาดร์ขึ้นในห้องนั่น มันกำลังแช่แข็งทุกอย่างที่พัดผ่าน

เจ้าเฟรมอิมพ์ดูงุนงงอยู่บ้างแต่มันไม่ยอมแพ้ มันเร่งไฟในตัวเพื่อละลายน้ำแข็งที่พัดผ่านมา เด็กสาวกลั่นใจเสกบอลน้ำใส่มันอีกครั้ง ไฟของเจ้าอิมพ์ดับลงมันเรียกกระแสลมเพื่อกระพือเชื้อไฟขึ้นมาใหม่ หากแต่ในสภาพอากาศเช่นนี้มันไม่อาจทำได้

รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของเด็กสาว เธอใช้พลังทั้งหมดหมุนบลิซซาร์ดให้แรงขึ้นและลดอุณหภูมิลงไปจนติดลบ เจ้าอิมพ์ค่อยๆเชื่องช้าลงและเมื่อมันไม่สามารถสร้างเปลวไฟได้สุดท้ายแล้วร่างของมันก็ค่อยๆถูกเกาะกุมด้วยเกล็ดน้ำแข็ง มากขึ้นๆ ยี่สิบนาทีต่อมา เจ้าอิมพ์ไฟกลายเป็นตุ๊กตาในผลึกน้ำแข็งไปเรียบร้อย เด็กสาวหยุดเวทย์ทั้งหมดแล้วถอยออกมาดูผลงาน ร่างในน้ำแข็งเริ่มลุกเป็นไฟอีกครั้งท่ามกลาความตกใจของเธอ แต่หากก็ค่อยๆสลายไป ส่วนที่เป็นดาบสลายไปหลังสุดและเมือน้ำแข็งละลาย กุญแจกระจกดอกหนึ่งร่วงลงมา เด็กสาวเอามือไปรับไว้แล้วก็ต้องตกใจ ตัวกุญแจมีรอยร้าวอย่างน่ากลัวและเหมือนบางส่วนจะกะเทาะออกมา เด็กสาวไม่มีทางเลือก เธอยังอยากจะศึกษามันต่ออีกวักหน่อย เด็กสาวผนึกเจ้ากุญแจที่เสียหายดอกนั้นไว้ในผนึกน้ำแข็ง ก่อนจะเก็บใส่ถุงย่ามอย่างระมัดระวัง เธอเดินออกมายังระเบียงด้านนอกซึ่งบัดนี้มืดสนิท เพราะไม่ต้องการค้างในสถานที่อันตรายแบบดันเจี้ยนแห่งนี้ในยามค่ำคืน เด็กสาวที่แทบหมดแรงฝืนใจเดินทางออกมาเลย แต่โชคดีที่เธอจำทางได้แม่นยำและขากลับสามารถเลือกไปทางระเบียงด้านนอกซึ่งมอนสเตอร์น้อยกว่ามากได้

ร่างบอบบางทรุดลงกับผืนทรายละเอียดทันทีที่ออกมาด้านนอกได้ รอบหอคอยเงียบสงัดแลวังเวง หลังจากนั่งตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งเด็กสาวก็เงยหน้าขึ้นมา เธอล้วงผนึกน้ำแข็งออกมาดูอีกครั้ง กุญแจกระจกสีส้มใสผนึกสีฟ้าส่องประกายระยับแม้ว่าอยู่ใต้แสงจันทร์เสี้ยวที่ปลายขอบฟ้า เด็กสาวแทบจะลากสังขารตัวเองกับไปที่โอเอซิส เธอทิ้งตัวลงนอนบนผ้าใบสีขาว เหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไร และกระทั่งยินยอมให้ตัวเองหลับใหลทั่งๆที่ผมเฝ้าและเสื้อผ้ายังคงมอมแมม...  



Comment

Comment:

Tweet